มีเงินเก็บอยู่แล้ว ควรจะสมัครบัตรกดเงินสดหรือไม่

มีเงินเก็บอยู่แล้ว ควรจะสมัครบัตรกดเงินสดหรือไม่

สำหรับคนที่มีงานการมั่นคงอยู่แล้ว พร้อมกับวินัยทางการเงินที่ดี พร้อมเงินเก็บจำนวนหนึ่ง อาจจะมองว่า บัตรกดเงินสดคือสิ่งที่ไม่จำเป็น ดอกเบี้ยก็แพง อยากซื้ออะไรก็ค่อยไปกดเงินสดส่วนตัวออกมาชื้อดีกว่า เลยอาจจะมองว่า บัตรกดเงินสดคือสิ่งที่ไม่จำเป็น เรามาดูกันนะครับว่า ถึงจะมีสถานะทางการเงินที่ดีอยู่แล้ว เราควรจะสมัครบัตรกดเงินสดอีกหรือไม่

แน่นอนว่าคนที่มีวินัยทางการเงินที่ดีและมีเงินเก็บ ย่อมต้องมองหาผลตอบแทนทางการเงินที่สูงที่สุด โดยอาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาไว้ในบัญชีออมทรัพย์พื่อการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ในบัญชีฝากประจำเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า และอาจจะเก็บเงินบางส่วนไว้ในตลาดทุนเพื่อผลตอบแทนสูงสุด เลยอาจจะมองไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสมัตรบัตรกดเงินสดแต่อย่างใด

ความจริงแล้วคนในกลุ่มนี้คือเป้าหมายของสถาบันการเงินต่างๆ สำหรันสินเชื่อบัตรกดเงินสดต่างๆ เพราะสถาบันการเงินจะมองว่า ลูกค้ากลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีศักยภาพ มีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากวินัยทางการเงินที่ดี ดังนั้นบรรดาผู้ให้บริการบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หรือแม้แต่การวิ่งหาเงินฝาก ก็จะมองไปยังกลุ่มเป้าหมายนี้เป็นหลัก

คำถามคือในเมื่อมีเงินเหลือเก็บอยู่แล้ว จำเป็นจะต้องสมัครบัตรกดเงินสดไว้อีกหรือไม่ อยากใช้เงินเมื่อไหร่ก็แค่ไปถอนเงินเก็บออกมา ก็ไม่เห็นจะจำเป็นต้องใช้บัตรกดเงินสดเลย คำตอบคือ

บัตรกดเงินสด ควรจะมีติดกระเป๋าเอาไว้

สำหรับคนที่มีเงินเก็บ หรือมีการบริหารการเงินที่ดีแล้ว บัตรกดเงินสดก็ยังควรถืออยู่ เพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีเหมือนบัตรเครดิต แถมบัตรกดเงินสดบางรายยกเว้นค่าธรรมเนียมการกดเงินสดผ่านทุกเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารต่างๆอีกด้วย

คำว่าฉุกเฉิน หลายท่านอาจจะแย้งว่า ก็มีเงินเก็บอยู่แล้วจะไปห่วงเรื่องกรณีฉุกเฉินทำไม ก็แค่ไปถอนเงินเก็บออกมาใช้ก็ได้แล้ว จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ยุ่งยาก

จะให้เห็นภาพก็คงต้องมาดูตัวอย่างดังกรณีต่อไปนี้คือ คนที่มีเงินเก็บคงไม่มีใครเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ทั้งหมด ส่วนใหญ๋แล้วจะเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ต่างหากส่วนหนึ่ง เงินเก็บส่วนอื่นๆที่ยอดสูงขึ้นก็จะไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ บางส่วนก็ไปซื้อสลากออมสิน กองทุนรวมหรืออยู่ในตลาดหุ้นเป็นต้น

สมมุตเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นบุคคลใกล้ชิดจะต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน และโรงพยาบาลนั้นไม่ได้มีสัญญากับบริษัทประกันโดยตรงแล้วต้องวางเงินประกันล่วงหน้า หรือโดนคดีความแล้วต้องการเงินประกันตัวในทันทีเนื่องจากเป็นวันศุกร์ โดยบางคดีอาจจะต้องใช้เงินหลักแสนบาท หรือภาวะฉุกเฉินอื่นๆ ที่จะต้องใช้เงินมากกว่ากระแสเงินสดที่มีในกระเป๋า

ไม่ว่าภาวะฉุกเฉินอะไร หากความต้องการใช้เงินสดเป็นจำนวนมาก แล้วมีเวลาให้รวบรวมเงินเป็นสัปดาห์คงไม่มีปัญหา แต่หากต้องมีการใช้เงินปัจจุบันทันด่วนขึ้นมา หากไม่ต้องการหยิบยืมใคร การหาเงินสดจากแหล่งเงินต่างๆของตัวเองที่มีอยู่ อาจจะทำให้ต้องเสียผลประโยชน์ไปบางส่วน ซึ่งบางครั้งมากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับบัตรกดเงินสดด้วยซ้ำ

บางครั้งยอดเงินที่ต้องการนั้นขาดเพียงเล็กน้อย แต่หากต้องไปถอนเงินทั้งก้อนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เราก็อาจจะต้องเสียประโยชน์มากเกินกว่าดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับบัตรกดเงินสดด้วยซ้ำ

ต้นทุนที่ต้องจ่ายจากแหล่งเงินอื่นที่ไม่ใช่บัตรกดเงินสด

เรามาดูกันสำหรับแต่ละแหล่งเงินถึงผลประโยชน์ที่อาจจะเสียไป หากเลือกใช้เงินจากแหล่งเงินเหล่านี้แทนที่จะใช้บัตรกดเงินสด

สมมุติว่าจำเป็นต้องใช้เงินทั้งหมด 100,000 บาท ภายในวันนี้ โดยตัวเองมีเงินเก็บทั้งหมด 1,000,000 บาท ในรูปแบบต่างๆตามสมมุติฐานด้านล่าง และ ณ ตอนนี้สามารถรวบรวมเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ต่างๆได้แล้ว 80,000 บาท ยังขาดอีก 20,000 บาท และจะต้องใช้ภายในเย็นนี้ โดยไม่ต้องการหยิบยืมใคร เพราะไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น

– เงินในบัญชีฝากประจำ 3 เดือน มียอดเงิน 500,000 บาท แต่ใกล้จะครบกำหนดในอีก 5 วันข้างหน้า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 0.9 % ต่อปี หรือเท่ากับดอกเบี้ยวันละ 12.33 บาทสำหรับยอดเงินฝาก 500,000 บาท หากฝากครบ 90 วัน (เดือน) จะได้ดอกเบี้ยประมาณ 1047 บาท แต่หากถอนมาใช้ตอนนี้ ก็จะไม่ได้ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว ซึ่งหากกดเงินจากบัตรกดเงินสดออกมาก่อน (อัตราดดอกเบี้ย 28% ต่อปี) แล้วอีก 5 วันค่อยไปถอนเงินจากบัญชีฝากประจำ แล้วนำมาชำระคืนหนี้บัตรกดเงินสดเต็มจำนวนจะเสียค่าธรรมเนียมพร้อมดอกเบี้ยเพียง 76.71 บาท เท่านั้น

ดังนั้นการใช้บัตรกดเงินสดในครั้งนี้ ทำให้ไม่ต้องเสียรายได้ดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากประจำไปเกือบ 1,000 บาท จะเห็นได้ว่าหากยอดเงินส่วนที่ขาดยิ่งมีจำนวนน้อยลง ก็ยิ่งประหยัดดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดได้มากขึ้น ส่วนต่างผลประโยชน์ก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย

– เงินในสลากออมสิน 300,000 บาท แน่นอนว่าการซื้อสลากออมสิน หากฝากไม่ครบ 1 ปี จะไม่ได้ดอกเบี้ย (http://www.gsb.or.th/lotto/lottery/%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-3-%E0%B8%9B.aspx) บางจังหวะเวลา ขาดอีกไม่กี่เดือนก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก 25 สตางค์ต่อหน่วย (50 บาท) การถอนก่อนกำหนดสำหรับสลากออมสินจึงไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ประเด็นของสลากออมสินในการไถ่ถอนคือ ต้องไปในเวลาทำการที่ธนาคารออมสิน ต้องเดินทางไปยังสถานท่นั้น ต้องรอคิว และต้องไถ่ถอนทั้งฉบับ และคงไม่มีใครพกสลากออมสินติดตัวตลอดเวลาอาจจะต้องวนกลับบ้านก่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลา และยอดเงินไถ่ถอนอาจจะมากกว่าความต้องการในตอนนั้น การไถ่ถอนแล้วซื้อคืนกลับไปบางส่วน เท่ากับเป็นการเริ่มนับระยะเวลาของการได้ผลตอบแทนใหม่ ดังนั้นการไถ่ถอนสลากออมสินจึงถือเป็นทางเลืิอกสุดท้าย

– เงินในกองทุนรวม หรือตลาดหุ้น 200,000 บาท เงินเก็บในลักษณะนี้อาจจะให้ผลตอบแทนที่หวือหวา แต่ปัญหาคือสภาพคล่องจะน้อยกว่าเงินสดในบัญชีออมทรัพย์หรือฝากประจำมาก การสั่งขายหุ้นจะต้องรอเวลา T+3 เงินถึงจะเข้าบัญชีค้าหุ้น แล้วต้องสั่งถอนเข้าบัญชีธนาคารอีกที กรณีของกองทุนรวม สั่งถอนภายในเวลาก่อนเที่ยงของวันนี้ กว่าจะได้รับเงินก็คือหลังเที่ยงของอีกวันทำการ ดังนั้นตัวเลือกนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ยิ่งหากเป็นภาวะที่ราคาหุ้นตกต่ำแล้วต้องขายเนื่องจากจำเป็นต้องใช้งาน การด้อยค่าลงของสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดแล้วในกรณีนี้จะมากกว่าดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับบัตรกดเงินสดด้วยซ้ำ

– ทรัพย์สินอื่นๆที่มีมูลค่าเทียบเท่าเงินสด เช่นหากเป็นทองคำ การขายออกไปอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่การซื้อคืนกลับมาทีหลังย่อมมีส่วนต่างของค่ากำเหน็จในหลักพันบาท ความต้องการใช้เงิน 20,000 บาท เพียงไม่กี่วัน การใช้บัตรกดเงินสดจึงมีความคุ้มค่ามากกว่า

บัตรกดเงินสด สภาพคล่องสูง ต้นทุนต่ำ

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า บัตรกดเงินสดนั้นแม้ถือไว้ ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเกิดขึ้น ค่าธรรมเนียมการกดเงินสดก็ไม่มี ใช้เท่าไหร่ ใช้กี่วัน ก็จ่ายดอกเบี้ยไปตามจำนวนวันที่คงค้างเท่านั้น แม้มีเงินเก็บอยู่มากก็จริง แต่ในบางสถานการณ์ที่ฉุกเฉินและต้องการเงินด่วน หรือขาดเงินเพียงไม่มาก บัตรกดเงินสด นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

ถึงแม้หลายคนอาจจะมีบัตรเครดิตอยู่แล้วในมือ และสามารถกดเงินสดฉุกเฉินออกมาได้ แต่ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการกดเงินสดที่ 3% (+ Vat 7%) และยังต้องกดเงินออกมาขั้นต่ำ 3,000 บาทด้วยกัน

ดังนั้นแม้ท่านจะบริหารการเงินได้ดี มีเงินเก็บเผื่อฉุกเฉินอยู่แล้ว แต่เมื่อคำนึงถึงผลตอบแทนจากเงินเก็บแล้ว บางครั้งการมีบัตรกดเงินสดช่วยหมุนเงินในช่วงสั้นๆ ท่านอาจจะไม่ต้องเสียผลประโยชน์เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ท่านเสียดอกเบี้ยสำหรับบัตรกดเงินสดเพียงเล็กน้อย เพื่อรอให้ผลประโยชน์จากเงินเก็บออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ย่อมเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะต้องสมัตรบัตรกดเงินสดแล้วละครับ

ติดต่อเรา

คุยกับที่ปรึกษาด้านสินเชื่อของเรา หรือบอกความต้องการของคุณเพื่อรับการติดต่อกลับใน 24 ชั่วโมง
โทรศัพท์: 02 116 8671
Line: @aborrow