เจ้าของกิจการควรนำบัตรกดเงินสด มาต่อยอดธุรกิจหรือไม่

ปัจจุบันไม่ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ต่างก็มีความตื่นตัวในเรื่องของการทำธุรกิจส่วนตัวกันมาก อาจจะเริ่มจากการทำเป็นงานอดิเรกในยามว่าง จนไปถึงขั้นออกมาทำอย่างเต็มตัว เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้ช่องทางในการสื่อสารมีมากขึ้น เกิดโอกาสทางการตลาดในการขายสินค้าต่างๆได้ โดยไม่ต้องลงทุนประชาสัมพันธ์สูงเหมือนในอดีต ถึงขนาดผู้ทำธุรกิจบางคนไม่จำเป็นแม้แต่ที่จะต้องผลิตสินค้า เก็บสต้อค หรือส่งสินค้าเองเลย อาศัยการขายอย่าเดียวด้วยช่องทางต่างๆ

แต่ปัญหาของการทำธุรกิจส่วนตัวก็คือ เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องมีการขยับขยาย ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่นมีคำสั่งซื้อเข้ามาเยอะแต่ขาดวัตถุดิบในการผลิต หรือขาดสินค้าที่จะส่งให้ลูกค้า การจะหาเงินทุนที่สามารถเบิกเงินได้อย่างรวดเร็วนั้นอาจจะยากลำบาก เนื่องจากการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินเพื่อประกอบธุรกิจ หรือขยายกิจการนั้น ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้ระยะเวลานาน อย่างน้อยก็เป็นเดือนกว่าจะได้รับอนุมัติ ดังนั้นหากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้จดทะเบียนการค้า ก็ยิ่งยากที่จะกู้เงินธนาคาร

ดังนั้นทางเลือกหนึ่งของการหาเงินหมุนในธุรกิจอย่างเร่งด่วนก็คือ การสมัครบริการ สินเชื่อเงินสด หรือ บัตรกดเงินสด ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆจะเปิดให้บริการบัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อเงินสดอยู่แล้ว และผู้ให้บริการบางรายเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสินเชื่อบุคคลทั่วไปอีกด้วย

จุดเด่นของการใช้บัตรกดเงินสดมาหมุนเวียนในกิจการ

ได้วงเงินสูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้ หากรายได้ของกิจการมีมาก ก็ย่อมได้วงเงินสูงตามไปได้ หลายสถาบันการเงินมีวงเงินสินเชื่อบัตรกดเงินสดให้สูงถึง 2 ล้านบาท
ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน วงเงินที่ได้รับอนุมัติจะขึ้นอยู่กับรายได้และข้อพิจารณาอื่นๆ
คิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน แบบลดต้นลดดอก ใช้เยอะก็จ่ายดอกเบี้ยเยอะ ใช้น้อยก็จ่ายดอกเบี้ยน้อย เมื่อมีเงินก้อนเข้ามาก็สามารถปิดยอดได้ทันที
สามารถคำนวนต้นทุนดอกเบี้ยได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆ ดีกว่าการไปกู้ยืมเงินนอกระบบมาหมุนที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า
ไม่มีการกำหนดวงเงินขึ้นต่ำในการเบิกเงินแต่ละครั้ง และไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำใดๆ
การชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละงวดก็ไม่สูงมาก เพียง 3 – 5% ของยอดเงินคงค้างต่อเดือน หรือ กู้มา 10,000 จ่ายคืนต่ำสุดเพียง 360 บาทเท่านั้นเอง

ข้อควรระวังในการใช้บัตรกดเงินสดในการหมุนเวียนกิจการ

แม้ว่าจุดเด่นคือการได้เงินสินเชื่อมาหมุนเวียนในกิจการโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และสามารถติดต่อขออนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว แต่สินเชื่อประเภทนี้มีต้นทุนทางการเงินสูง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 28% ต่อปี ดังนั้นเราจึงควรมั่นใจถึงประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อการใช้บัตรกดเงินสดให้มีประโยชน์สูงสุด

– ตรวจสอบภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น เทียบกับรายรับที่ได้จากการใช้เงินจากบัตรกดเงินสดหักลบต้นทุนการเงินและภาระดอกเบี้ยแล้ว ยังมีกำไรหรือไม่ เพราะหากได้กำไรเพียงเล็กน้อย แม้จะดูเหมือนมีกำไร แต่ต้นทุนแฝงต่างๆ เช่นค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าเอกสารที่เกิดขึ้น อาจจะได้ผลลัฑธ์ที่ขาดทุนก็ได้

– ตรวจสอบระยะเวลาในการชำระคืนหนี้บัตรกดเงินสด ว่าต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ จะมีเงินสดเข้ามาหมุนเวียนในกิจการช้าที่สุดที่วัน กำไรที่ได้นั้นสามารถเอาชนะดอกเบี้ยได้สูงสุดเป็นเวลากี่วันก่อนการชำระคืน เพราะหากเราไม่ทราบวันเวลาที่แน่นอนของการมีเงินสดกลับเข้ามาชำระหนี้ นอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว จนสุดท้ายเกิดสภาวะขาดเงินสดในมือเนื่องจากต้องเอาไปชำระดอกเบี้ยจดหมดก็ได้

– หากกิจการต้องพึ่งบัตรกดเงินสดบ่อยๆ แล้วเกิดภาระดอกเบี้ยที่สูง ผู้ประกอบการอาจจะต้องมองหาแหล่งเงินหมุนเวียนใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามาทดแทนบัตรกดเงินสด เพราะบัตรกดเงินสดเหมาะสำหรับการต้องการใช้เงินเร่งด่วนในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น การกดเงินมาใช้จะเกิดภาระดอกเบี้ยอยู่ในทุกๆวัน กำไรของกิจการอาจจะต้องหมดไปกับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น

จะเห็นได้ว่าแม้บัตรกดเงินสดจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าสินเชื่อมีหลักประกันทั่วไป แต่เนื่องจากกระบวนการอนุมัติที่ไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว ได้วงเงินสูง ทำให้การใช้บัตรกดเงินสดสำหรับการหมุนเวียนกิจการอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อันจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น หากเรามองเห็นชัดเจนว่าเกิดสภาวะขาดสภาพคล่องเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น

อีกทั้งต้นทุนการถือบัตรกดเงินสดเอาไว้ ก็ไม่ได้สูงมาก หรือพูดได้ว่าแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่จะเป็นตัวช่วยได้อย่างดีในภาวะคับขัน ซึ่งหากเราใช้บัตรกดเงินสดอย่างระมัดระวัง พยายามลดภาระดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด และมองสภาพคล่องของกิจการออกแล้ว บัตรกดเงินสดย่อมดีกว่าทางเลือกอี่นๆเช่น การกู้ยืมเงินนอกระบบ การขายลดเช็ค หรือแม้แต่การต้องนำทรัพย์สินไปจำนำจำนองแล้วต้องสร้างภาระหนี้ในระยาว เป็นอย่างมาก