เคล็ดลับการใช้บัตรกดเงินสด ให้เป็นประโยชน์

 

เห็นชื่อคำว่าบัตรกดเงินสด หลายคนอาจจะมองว่าเป็นบัตรสำหรับคนรายได้น้อย เหตุเพราะทำบัตรเครดิตไม่ได้เลยต้องมาทำบัตรกดเงินสด แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะเห็นได้ว่าสถาบันการเงินทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือบริษัทไฟแนนซ์ ต่างก็ให้บริการบัตรทั้งสองประเภทกันทั้งนั้น เหตุเพราะบัตรทั้งสองชนิดมีเป้าหมายต่างกันนั่นเอง

จุดเด่นหลักของบัตรเครดิตคือการรูดซื้อสินค้าไปก่อน โดยไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก พร้อมมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยนานสูงถึง 45 วันด้วยกัน หากมีการชำระคืนเต็มจำนวน บัตรเครดิตไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการกดเงินสดออกมาใช้จ่าย จึงมีค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดพร้อมทั้งกำหนดจำนวนเงินขึ้นต่ำในการถอนแต่ละครั้งไว้ด้วย

ขณะที่ บัตรกดเงินสด ออกแบบมาเพื่อเป็นสินเชื่อเงินสด ที่คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามจำนวนเงินที่กดมาใช้ ไม่การกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการถอนแต่ละครั้ง รวมถึงไม่มีค่าธรรมเนียมในการกดเงินแต่ละครั้งอีกด้วย แลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัตรเครดิตไม่มาก

ดังนั้นการ สมัครบัตรกดเงินสด จึงไม่ได้ให้ความรู้สีกว่าด้อยกว่าการมีบัตรเครดิตแต่อย่างใด เนื่องจากบัตรทั้งสองได้รับการออกแบบมาเพื่อคนละวัตถุประสงค์กัน และหากใช้ให้เป็น จะพบว่าในหลายๆกรณีนั้น จะดีกว่าการใช้บัตรเครดิตด้วยซ้ำ จะใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้ประหยัด และมีประโยชน์สูงสุดเรามาดูกัน

บัตรกดเงินสด มีการคิดดอกเบี้ยอย่างไร

อัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้บริการบัตรกดเงินสดนั้น จะมีความแตกต่างกันออกไป แต่เพดานสูงสุดจะอยู่ที่ 28% ต่อปีเหมือนกันทุกบัตร ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยอาจจะต่ำกว่านี้ ก็แล้วแต่สถาบันการเงินนั้นๆจะกำหนด เช่นมีการกำหนดว่าวงเงินต่ำๆ อัตราดอกเบี้ยจะสูง แต่หากวงเงินสูงอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลง

ตัวอย่างเช่นบัตร Speed Cash ของธนาคารไทยพาณิชย์ จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำกรณีวงเงินน้อยกว่า 100,000 บาท จะอยู่ที่ 28.0% ต่อปี แต่หากวงเงินมากกว่าหรือเท่ากับ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 25.0% ต่อปีเป็นต้น

การคิดดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด จะคิดแบบลดต้นลดดอกเป็นรายวัน ตามยอดเงินต้นคงค้าง ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะเหมือนแพง แต่ความจริงแล้วเป็นตัวเลขจำนวนไม่มาก ตัวอย่างเช่นเงินต้น 10,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยสำหรับ 1 วัน จะอยู่ที่

ดอกเบี้ย = (28/365) x (10,000/100) = 7.6712 บาท ต่อวันเท่านั้น

หรือทั้งเดือน ดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อ 10,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 230.14 บาท เท่านั้น

จุดเด่นของการคิดดอกเบี้ยรายวันก็คือ ถ้าเรากดเงินมาใช้ในจำนวนวันที่น้อย แล้วชำระคืนทั้งหมด ดอกเบี้ยก็จะถูกคิดเท่ากับจำนวนวันที่ค้างจ่ายเท่านั้น หรือหากเราใช้เงินในระยะเวลาที่นานขึ้น ดอกเบี้ยก็จะถูกคิดไปตามจำนวนวันและยอดคงค้างที่มีอยู่จนกว่าเราจะชำระคืนเงินที่กู้ยืมมาไปจดหมด

ทำให้การกดเงินสดมาใช้ในแต่ละครั้ง เราไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะมีใบแจ้งหนี้มาที่บ้าน หากเรามีเงินสดพร้อมอยู่ในมือ ก็สามารถไปชำระได้เลย ด้วยการใช้ใบแจ้งหนี้เก่าๆที่มีรหัสบาร์โค้ดติดอยู่ ไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่า ตัวเลขจะตรงหรือไม่ตรงกับใบแจ้งเก่าๆ เพราะการตัดยอดจะไปกระทำในฝั้งของผู้ให้บริการบัตร ตัวเลขบนใบแจ้งหนี้ในแต่ละครั้งเป็นการแจ้งสถานะการเป็นหนี้ของเราเท่านั้น เรามีหน้าที่แค่ชำระให้ครบขั้นต่ำครั้งแรก ครั้งต่อๆไปจะชำระเท่าไหร่ก็ได้ การชำระเร็วขึ้นจะทำให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้มากขึ้น

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งของบัตรกดเงินสดก็คือ ไม่การกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการกด จะกดเงิน 100 บาท 500 บาท หรือจำนวนใดก็แล้วแต่ก็จะสามารถกดได้ตามความจำเป็น แถมยังไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการกดเงินสดในแต่ละครั้งอีกด้วย อีกทั้งการกดเงินสำหรับบางบัตร จะมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดจากตู้ ATM ในเครือข่าย หรืออาจจะจากกดได้จากทุกตู้ในประเทศ แล้วแต่ข้อกำหนดของผู้ออกบัตรรายนั้นๆ

สรุปสิทธิประโยช์เด่นๆ ของบัตรกดเงินสด

– สมัครใช้บริการได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
สมัครง่าย อนุมัติไว หากมีเอกสารพร้อม โดยไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ ล่วงหน้า
– สมัครเพียงครั้งเดียว สามารถใช้วงเงินสินเชื่อได้ตลอดไป เมื่อมีการชำระคืนวงเงินสินเชื่อก็จะกลับมาให้ใช้จ่ายได้อีก
คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และคิดแบบรายวัน ตามจำนวนวันที่ใช้จริงเท่านั้น
ฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจากตู้ ATM ต่างๆ (ตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย)
การชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่สูงเท่าบัตรเครดิต เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาระทางการเงินสูง

ใช้บัตรกดเงินสดอย่างไรให้ประหยัดดอกเบี้ย

จะเห็นได้ว่าจุดเด่นของบัตรกดเงินสดนั้น จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้เงินในระยะสั้นๆ จำนวนไม่มากได้ดี โดยไม่ต้องมีภาระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยสูงมากนัก แม้อาจจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับบัตรเดรดิตที่มีระยะปลอดดอกเบี้ยหากขำระคืนเต็มจำนวนก็ตาม แต่หากเราใช้บัตรกดเงินสดอย่างชาญฉลาด จะพบว่ามันมีประโยชน์ในยามฉุกเฉินต่างๆ มาก ดีกว่าที่ต้องบากหน้าไปยืมเงินใคร หรือต้องหันไปกู้เงินนอกระบบเป็นไหนๆ

1. กดเงินสดจากบัตรกดเงินสด เท่าที่จำเป็นต้องใช้ อย่าใช้เสมือนเป็นบัตร ATM ของตนเอง เพราะทุกครั้งที่กดเงินออกมา 1,000 บาท จะเกิดดอกเบี้ยที่ประมาณ 76 สตางค์ต่อวัน

2. ก่อนเสียบบัตรกดเงินสดหรือบัตร ATM เข้าไปในตัวเครื่อง ตรวจสอบให้มั่นใจว่า กำลังต้องการกดเงินจากบัตรไหน บางครั้งมีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝาก แต่กลับไปหยิบบัตรผิด กดเงินออกมาแล้ว รู้ตัวทีหลังก็จะเสียดายดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายโดยใช่เหตุ เราสามารถชำระคืนได้ในวันเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระเงินคืนอยู่ดี

3. มีเงินสดเป็นก้อนกลับมาเมื่อไหร่ ควรชำระคืนทันทีที่มีโอกาส ไม่จำเป็นต้องรอใบแจ้งหนี้ การค้างเงินสดไว้ในกระเป๋าไม่ได้ดอกเบี้ย แต่หนี้ที่คงค้างมีการคิดดอกเบี้ยทุกวัน

4. พยายามชำระเงินให้เป็นก้อนที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นจะไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมการชำระเงิน เช่นการชำระเงินคืน 1,000 บาท ประหยัดดอกเบี้ยเพียง 76 สตางค์ต่อวัน แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 15 บาท ถือว่าไม่คุ้มค่า ยกเว้นว่าจะอยู่ใกล้กับสถานที่ที่สามารถชำระเงินคืนได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือมีโปรโมชั่นไม่เสียค่าธรรมเนียมที่ใช้งานได้อยู่

5. การชำระเงินคืนผ่านตัวแทน จะต้องใช้ระยะเวลาในการเคลียร์ริ่งประมาณ 3 วันทำการ ซึ่งหากเราต้องการชำระเงินแบบไม่ให้มียอดคงค้าง เช่นต้องการเดินทางไปต่างประเทศหลายเดือนเป็นต้น เราก็จะต้องคำนวนดอกเบี้ยเผื่อไว้ล่วงหน้ามิฉะนั้นจะมีการค้างดอกเบี้ยอยู่เล็กน้อย พอรอบต่อไปไม่ชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ก็อาจจะโดนค่าปรับ ค่าเรียกเก็บ ซึ่งมากกว่ายอดเงินคงค้างหลายเท่าตัว

ตัวอย่างเช่น เรากดเงินสดมาใช้ 10,000 บาท สมมุตถึงรอบบิลในอีก 10 วันถัดมา อัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี ก็จะเกิดดอกเบี้ยพร้อมค่าธรรมเนียม 76.72 บาท หากเราชำระไป 10,077 บาท ผ่านตัวแทนการชำระเงิน กว่าเงินจะไปถึงผู้ออกบัตรก็จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ดอกเบี้ยจะเพิ่มมาอีกประมาณ 23.04 บาท และจะถูกเรียกเก็บในอีกรอบบิลถัดไป โดยหากชำระตามกำหนดอีกครั้งนอกจากจะเกิดภาวะเดียวกันอีก ก็ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการชำระอีกด้วย

แต่หากเราไม่ชำระเงินจำนวน 23.04 บาทนี้เพราะคิดว่าจ่ายไปครบแล้ว ก็จะเกิดภาวะการผิดนัดชำระหนี้ และอาจจะโดนคิดค่าผิดนัดชำระหนี้ 100 บาท (Amoney.in.th) ซึ่งถือว่าไม่คุ้มกันเลย เพราะรอบต่อมาก็ต้องมาจ่ายเงินที่ค้าง รวมกับค่าปรับ และค่าธรรมเนียมการชำระเงินอีกครั้ง

ดังนั้นหากเราต้องการชำระเงินเพื่อที่จะไม่ให้มีหนี้สินคงค้างผ่านตัวแทนรับชำระ จึงควรจะคำนวนดอกเบี้ยคร่าวๆของยอดเงินคงค้าง แล้วนับเผื่อไป 3 วัน แล้วชำระรวมกับยอดที่ปรากฏในใบแจ้งไปเลยทีเดียว

บทสรุปการใช้บัตรกดเงินสดอย่างชาญฉลาด

การใช้บัตรเงินสดให้ได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมภาระดอกเบี้ยที่ต่ำลง ก็ควรมีวินัยในการใช้เงินจากบัตรกดเงินสด ทั้งการถอนเงินและการชำระเงินที่ควรละเอียดถี่ถ้วน อย่าใช้เสมือนหนึ่งว่าเป็นบัตร ATM แล้วรอใบเรียกเก็บเงินแล้วค่อยไปชำระ เพราะจะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้เราเสียเงินทองอันหายากของเราโดยไม่จำเป็น

หมายเหตุ ตัวอย่างการคำนวนข้างต้น เป็นการคำนวนด้วยภาวะสมมุติฐานขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เงื่อนไขการตัดรอบบิล การตัดบัญชี การคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ อาจจะแตกต่างไปตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร กรุณาอย่านำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้โต้แย้งกับสถาบันการเงิน ให้ถือเสียว่าตัวเลขต่างๆ เป็นการยกมาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเท่านั้น

ติดต่อเรา

คุยกับที่ปรึกษาด้านสินเชื่อของเรา หรือบอกความต้องการของคุณเพื่อรับการติดต่อกลับ Email: contact@aborrow.com Line: @aborrow