กดเงินสดจากบัตรกดเงินสด กับ กดเงินสดจากบัตรเครดิต อย่างไหนจะดีกว่ากัน

สำหรับคนที่มีบัตรเดรดิตกับบัตรกดเงินสดอยู่ในมือ บางครั้งอาจจะเกิดความลังเลว่า กดผ่านบัตรไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน แม้ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาหรือประกาศของธนาคาร/สถาบันการเงิน จะมีความชัดเจนในตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่หากคำนึงรวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆแล้ว บัตรไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ระหว่างบัตรกดเงินสดกับบัตรเครดิต วันนี้เรามาดูกันว่าบัตรใดจะคุ้มค่ากว่ากัน

ลักษณะของบัตรเดรดิต

บัตรเครดิต โดยชื่อก็เป็นการบ่งบอกถึงการให้เครดิต หรือการให้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันจากธนาคาร/สถาบันการเงินเจ้าของบัตร ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ จะถูกกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น อัตราดอกเบี้ย เงินเดือนขึ้นต่ำที่จะสามารถสมัครใช้บริการบัตรเครดิตได้ โดยปัจจุบันเงินเดือนขั้นต่ำของผู้มีรายได้ประจำจะอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน (http://www.aeon.co.th/aeon/cards/aeon-classic-card)

ลักษณะการใช้งานของบัตรเครดิตก็คือ เมื่อธนาคาร/สถาบันการเงินได้ตรวจสอบรายได้และข้อมูลประวัติการใช้สินเชื่อแล้ว ธนาคาร/สถาบันการเงินก็อาจจะพิจารณาออกบัตรพร้อมวงเงินสินเชื่อตามที่ทางธนาคาร/สถาบันการเงินเห็นสมควร เช่น 50,000 บาท ยอดเงินจำนวนนี้ผู้ใช้บัตรไม่ต้องฝากเงินไว้ก่อนล่วงหน้า และไม่ต้องหาหลักทรัพย์ใดๆไปค้ำประกันวงเงินสินเชื่ออันนี้ อาศัยความเชื่อใจว่าผู้ถือบัตรจะชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยจึงสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั่วไปเช่นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ โดยอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตของธนาคาร/สถาบันการเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 20 % ต่อปี

ในฝั่งร้านค้า หากต้องการสร้างยอดขายสินค้าให้มากขึ้นโดยลูกค้าไม่ต้องใช้เงินสด ก็อาจจะไปติดต่อธนาคารเพื่อที่เปิดบัญชีพร้อมกับได้เครื่องรูดบัตรมาประจำที่ร้าน เมื่อลูกค้ามาซื้อสินค้า ก็รูดบัตรเครดิตกับร้านเพื่อตรวจสอบวงเงินและอื่นๆ เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว ก็รับสินค้ากลับบ้านไป ร้านค้าก็เตรียมเอาข้อมูลเหล่านั้นไปขึ้นเงินกับธนาคารอีกที

ลูกค้าก็เพียงแค่รอใบเรียกเก็บเงินจากธนาคารเจ้าของบัตรตามรอบบัญชี แล้วก็ไปชำระเงินตามกำหนด ซึ่งอาจจะชำระทั้งหมดหรือยอดขั้นต่ำบางส่วนแล้วแต่กรณี ซึ่งมีจุดเด่นที่จะมีระยะปลอดดอกเบี้ยที่อาจจะสูงสุดถึง 40 – 45 วันแล้วแต่ธนาคาร รายละเอียดประเด็นนี้จะนำเสนอให้อ่านกันอีกที

จุดเด่นของบัตรเครดิตก็คือ ผู้ถือบัตรสามารถนำไปรูดซื้อสินค้าได้ทั่วประเทศ และทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องพกเงินสดติดตัวไปเป็นจำนวนมาก อันเป็นการสร้างความปลอดภัย มั่นใจในการจับจ่ายในทุกที่ทุกเวลา พร้อมสามารถสะสมแต้มแลกของรางวัลต่างๆ ได้อีกมากมาย

แต่ยังมีอีกจุดเด่นหนึ่งของบัตรเดรดิตที่ทุกคนทราบดี นั่นก็คือ เราสามารถเบิกเงินสดได้จากตู้กดเงินสด (ATM) ได้ทั่วประเทศเสมือนหนึ่งเป็นบัตร ATM ของเราเอง แต่การใช้บริการในลักษณะนี้ ผู้ถือบัตรจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมกดเงินสด 3% ของวงเงินที่กดในแต่ละครั้ง (เบิกขั้นต่ำ 3,000 บาท) รวมทั้ง VAT อีก 7% บนค่าธรรมเนียมกดเงินสดนี้ด้วย

ลักษณะของบัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสด จะมีลักษณะคล้ายๆกับบัตรเครดิตตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบน เพียงแต่การกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำนั้นจะต่ำกว่าบัตรเครดิตมาก เช่นผู้ให้บริการบัตรกดเงินสดบางรายกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำที่ 7,000 บาท เท่านั้น (http://www.umayplus.com/CashCard/) จุดเด่นนี้ ทำให้ผู้มีรายได้ประจำจำนวนมา มีโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อเงินสดได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่ตามมาก็คืออัตราดอกเบี้ยที่รวมค่าธรรมเนียมแล้วจะสูงกว่าบัตรเครดิตมาก นั่นเพราะบริษัทผู้ให้บริการบัตรกดเงินสดเหล่านี้ จะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 15% รวมกับค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอีก 13% รวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายในรูปของดอกเบี้ยรวมสูงถึง 28% ต่อปีด้วยกัน

ส่วนจุดเด่นของบัตรกดเงินสดก็คือ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดออกมา จากตู้กดเงินที่กำหนดโดยสถาบันการเงินนั้นๆ อยากกดเงินสดจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ (ขั้นต่ำ 100 บาท) (http://www.amoney.in.th/) เสมือนบัตร ATM ที่ทุกคนคุ้นเคย

แล้วกดเงินสดจากบัตรไหนดีกว่ากัน

ประเด็นแรกที่ต้องคำนึงก่อนก็คือ หากต้องการกดเงินมาใช้ไม่ถึง 3,000 บาท แน่นอนว่า จะกดจากบัตรเครดิตไม่ได้ เพราะธนาคาร/สถาบันการเงินส่วนใหญ่กำหนดไว้

แต่หากต้องการกดเงินมากกว่า 3,000 บาท/ครั้ง เรามาดูกันว่า บัตรไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน

สมมุตว่าในวันที่ 1 มกราคม ผู้ถือบัตรต้องการกดเงินสดมาใช้เป็นจำนวน 10,000 บาท และเนื่องจากบัตรทั้งสองชนิดคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นรายวันจากยอดเงินที่กด เราจึงสามารถเปรียบเทียบภาระหนี้ของบัตรทั้งสองชนิดได้ดังนี้

วันที่ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด
1 มกราคม กดเงิน 10,000 บาท กดเงิน 10,000 บาท
ค่าธรรมเนียม ขั้นต่ำ (3%) 300 + Vat (7%) 21 = 321
ภาระหนี้สินทันที 10,321.00 10,000.00
2 มกราคม 10,326.48 10,007.67
5 มกราคม 10,342.92 10,030.68
15 มกราคม 10,397.71 10,107.40
31 มกราคม 10,485.38 10,230.14
15 กุมภาพันธ์ 10,567.57 10,345.21
28 กุมภาพันธ์ 10,638.8 10,444.93
15 มีนาคม 10,721.00 10,560.00
31 มีนาคม 10,808.67 10,682.74
30 เมษายน 10,973.05 10,912.87
31 พฤษภาคม 11,142.92 11,150.68
30 มิถุนายน 11,307.3 11,380.82
31 ธันวาคม 12,323.00 12,800.00

จะเห็นได้ว่าแม้แม้อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตจะต่ำเพียง 20% ต่อปี แต่เนื่องจากค่าธรรมเนียมการกดเงินสดที่เกิดขึ้นทันทีนั้น ทำให้ภาระหนี้สินมากกว่าการใช้บัตรกดเงินสด จนกระทั่งถึงประมาณสิ้นเดือนที่ 5 (150 วัน) การกดเงินสดด้วยบัตรเงินสดถึงจะเริ่มมีภาระหนี้มากกว่า แต่หลังจากนั้นการกดเงินสดจากบัตรเครดิต จะเริ่มถูกลงที่ระยะเวลา 5 เดือนขึ้นไป

ทั้งนี้ ตัวอย่างการคำนวนด้านบน จะไม่นับรวมถึงการชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละเดือน เป็นการคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นล้วนๆ โดยไม่รวมค่าปรับล่าช้า หรือค่าธรรมเนียมในการชำระเงินคืนผ่านช่องทางต่างๆ และอีกข้อสังเกตก็คือ หากมีการชำระเงินคืนในแต่ละเดือนในจำนวนที่เท่ากัน ในเดือนแรก สำหรับบัตรเครดิตจะมีการหักค่าธรรมเนียมการกดเงินสด (รวม VAT) ก่อน เงินที่เหลือจึงจะนำไปหักเงินต้น ดังนั้นตัวเลขต่างๆ จะมีความคลาดเคลื่อนจากตัวอย่างข้างต้น แต่หากดูในระยะยาวแล้ว ตัวเลขดอกเบี้ยที่แท้จริงจะไม่ต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่แสดงข้างต้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ในแง่ของการชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละเดือน บัตรเครดิตจะต้องชำระขึ้นต่ำต่อเดือน 10% ของยอดคงค้าง ส่วนบัตรกดเงินส่ด จะต้องขำระขั้นต่ำต่อเดือน 3 – 5% ของยอดคงค้างในแต่ละเดือนเท่านั้น ดังนั้นหากมองในแง่ของภาระการผ่อนในแต่ละเดือนแล้ว บัตรกดเงินสดจะมีภาระในการผ่อนชำระน้อยกว่า ทำให้ภาะระจ่ายต่อเดือนน้อยกว่ามาก และมีสภาพคล่องในระยะสั้นที่ดีกว่าด้วย

บทสรุป

การกดเงินสดจากบัตรเครดิต เมื่อเทียบกับบัตรเงินสดแล้ว พอจะสรุปเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้
– หากกดเงินสดเป็นจำนวนน้อยๆ ไม่เกิน 3,000 บาท ควรใช้บัตรกดเงินสด
– หากกดเงินสดมากกว่า 3,000 บาท เป็นช่วงระยเวลาไม่เกิน 5 เดือน ควรใช้บัตรกดเงินสด
– หากกดเงินสดมากกว่า 3,000 บาท แล้วผ่อนคืนในระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ควรใช้บัตรเครดิต แทน

ดังนั้น ก่อนกดเงินสดครั้งต่อไป หากต้องเลือกระหว่าง บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดแล้วละก็ อย่าลืมฉุกคิดสักนิดนะครับ ว่าควรจะเลือกกดจากบัตรไหนดีหากต้องการจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้น้อยที่สุด

ติดต่อเรา

คุยกับที่ปรึกษาด้านสินเชื่อของเรา หรือบอกความต้องการของคุณเพื่อรับการติดต่อกลับใน 24 ชั่วโมง
โทรศัพท์: 02 116 8671
Line: @aborrow